มีตัวละครตัวหนึ่งที่โดดเด่นมากครับเป็นศัตรู รูปร่างเหมือนตุ๊กตาดินเผา ตาโตๆ มีลวดลายประหลาด ชื่อของมันคือ โดกุ

โดกุเป็นรูปปั้นประหลาด เริ่มผลิตในสมัยโชมอน ตอนปลาย (ของญี่ปุ่น) รูปแกะสลักดังกล่าวเป็นงานหยาบๆ และง่ายๆ โดยการเกลาไม้ให้เป็นรูปร่างคร่าวๆ มีตา จมูก ปาก แขน และขา แต่ประหลาดนิดหน่อยคือมี ศีรษะใหญ่ผิดปกติ ลำตัวและแขนบิดเบี้ยวผิดไปจากธรรมชาติ และสวมเครื่องแต่งกายโบราณเท่านั้น (ไม่นิดหน่อยแล้ว)
ผู้เชี่ยวชาญหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า บริเวณดวงตาโดกุก็มีดวงตากลมโตยื่นออกมาเป็นรูตรงกลาง(บางตัวมีรูปสี่ เหลี่ยมผืนผ้า) และชุดโบราณนั้นก็คล้ายกับชุดอวกาศอีก
เหมือนมนุษย์ต่างดาวไม่มีผิด!?ว่า ดวงตากลมนั้นอาจจะเป็นแว่นกันหิมะเหมือนชาว เอลกิโม ก็ได้ ก็ไม่น่าแปลกอะไรเพราะสมัยก่อนญี่ปุ่นมีหิมะเยอะอยู่แล้ว

แม้ว่าในปี พ.ศ. 2437 คุณหมอ โชโกโร ซึโบอิ จะกล่าว แต่ความคิดของคุณหมอกลับไม่เป็นความคิดของใครๆ หลายคน เพราะพวกเขาเชื่อว่ามันต้องเป็นชุดอวกาศมากกว่า ตุ๊กตานี้ดังไปถึงอเมริกาเหมือนกัน ครับ ในอเมริกาก็มีผู้เชียวชาญมาตรวจสอบเหมือนกัน และให้ความเห็นแบบง่ายๆ ว่า "ถ้าเสื้อโบราณนี้เป็นเสื้ออวกาศละก็จะเป็นชุดที่มีความสมบูรณ์แบบชุดหนึ่ง ส่วนมัสซึมูระ และซีซิกส์ นักโบราณคดี คิดว่าประชากรชาวญี่ปุ่นน่าจะเลียนแบบอะไรสักอย่าง โดยชุดนี้อาจใช้ในการสู้รบกับอะไรสักอย่างที่เกินมนุษย์อย่างเราเข้าใจกัน เพราะมีการสวมถุงมือและถุงเท้าเข้ากับชุดดังกล่าว
ฮิซาโกะ วาชิโอะ ผู้เชี่ยวชญของญี่ปุ่นกล่าวถึงชุดนี้ว่า "ถุงมือที่ตัดนั้นจะสวมพอดีกับแขนโดยมีห่วงกลมคอยรัดเอาไว้ ส่วนแว่นตานั้นก็สามารถเปิดหรือปิดก็ได้ ด้านข้างลำตัวจะมีคานติดอยู่ บางทีอาจะมีไว้สำหรับเคลื่อนทีในขณะที่มงกุฎที่อยู่บนหมวกเหล็กนั้นก็อาจจะ เป็นเสาอวกาศ และชุดที่ออกแบบแบบนี้อาจใช้ในสภาพเหมาะสมกับการควบคุมความดันโดยอัตโนมัติ ก็ได้"(ว่าไปนั้น)

ตุ๊กตาโดกุได้เชื่อมโยงกับ เทพเจ้าฮิโตโคโตนูชิ เป็นเทพที่มาเยือนมนุษยืเพื่อสอนให้มนุษย์รู้จักวิทยาการต่างๆ และสอนให้มนุษย์รู้จักสร้างอาวุธและใช้อาวุธด้วย
เทพฮิโตโคโตนูชิ เป็นเทพในชุดโชมอน อยู่ในชุดแต่งกายของชุดมนุษย์โบราณ และถืออาวุธที่ไม่มีอยู่บนโลกใบนี้ และมีหมวกเหล็กสวมบนศีรษะอีก เหมือนพระเจ้าจากอวกาศไม่มีผิด!?

และจากตุ๊กตาโดกุนี้ไม่ได้มี จุดเดียวที่ถูกค้นพบ แต่ตุ๊กตาแกะสลักเหล่านี้ถูกค้นพบเกือบทั่วญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น อำเภอคาเมกาโอกะ อาโอโมริ และ มิยกิ แถบ โตโฮกุและคันโต และอีกหลายตำบลในบริเวณนั้น


โรคฮิคิโคโมริ โรคสุดฮิตของญี่ปุ่น
โรคฮิคิโคโมริ หมายถึงเด็กที่แยกตัวออกจากสังคม เก็บตัวอยู่เฉพาะในห้องส่วนตัว หรือในบ้านเป็นแรมเดือนหรือหลายปี
จิตแพทย์ และนักจิตวิทยาญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งให้ความเห็นว่า ฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้เฉพาะในประเทศญี่ปุ่น เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม และมิใช่โรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งมิใช่โรคทางจิตเวช
หากฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้เฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ก็จะมีคำถามตามมาว่าญี่ปุ่นมีอะไรที่ชาติอื่นไม่มี
คำ ตอบคือ ญี่ปุ่นมีระบบการศึกษาที่เคี่ยวเข็ญเด็กอย่างเอาเป็นเอาตาย อย่างที่เราทราบกันว่าการแข่งขันของเด็กญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่ชั้นอนุบาล ญี่ปุ่นมีระบบการจ้างงานตลอดชีวิต มีวัฒนธรรมการทำงานที่เรียกร้องให้คนทำงานหนักกว่า และหนักที่สุด ญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีการสื่อสารเลิศที่สุดในโลกที่สำคัญคือญี่ปุ่นผ่านความ บอบช้ำอย่างรุนแรงหลังสงครามโลกครั้งที่๒
ทั้ง สงครามโลกครั้งที่ ๒ ระบบการศึกษาแบบญี่ปุ่น และวัฒนธรรมการทำงานแบบญี่ปุ่น เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและมีอยู่ในสังคมญี่ปุ่นมานานครึ่งศตวรรษแล้ว ซึ่งนักสังคมวิทยาเชื่อว่าทั้งหมดนี้เป็นการบ่มเพาะปรากฏการณ์ฮิคิโคโมริ ที่สำคัญก่อนที่จะถูกกระตุ้นให้แสดงออกอย่างชัดเจนด้วยเทคโนโลยีการสื่อสาร ในช่วง๑๐ปีหลัง
เหล่า นี้คือสิ่งที่ชาติอื่นไม่มีและแม้ว่าระบบการศึกษาและวัฒนธรรมการทำงานอาจ เป็นเรื่องที่เลียนแบบกันได้แต่ประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่๒แบบที่ ญี่ปุ่นเผชิญเป็นเรื่องพิเศษเฉพาะตัว
ครอบครัว ของเด็กที่มีอาการฮิคิโคโมริมักจะอับอายที่มีเด็กเช่นนี้อยู่ในบ้าน เมื่ออับอายก็ซ่อน เมื่อซ่อนก็เท่ากับหมักหมมปัญหา ทำให้อาการของเด็กรุนแรงมากขึ้นและยากต่อการเข้าช่วยเหลือ ยิ่งไปกว่านั้นนักจิตวิทยาจำนวนหนึ่งยังเชื่อว่า สาเหตุไม่ใช่เพียงเพราะครอบครัวอับอาย แต่ที่แท้แล้วเด็กฮิคิโคโมริเกิดขึ้นได้ก็เพราะครอบครัวของเด็กเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณแม่ สนับสนุนให้เป็นเช่นนั้น อย่างน้อยก็ในตอนเริ่มต้น คุณแม่จำนวนมากเริ่มต้นเรื่องนี้เพราะต้องการปกป้องลูกของตนจากการถูกรังแก ที่โรงเรียน ทั้งยังเห็นว่าการที่ลูกขังตัวเองอยู่ในห้องในบ้านในสายตาก็ยังดีกว่าหาย ตัวไปข้างนอก
ปัจจัยสำคัญอีกข้อที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ โลกปัจจุบันรวมทั้งสังคมญี่ปุ่น ไม่เว้นแม้แต่สังคมไทย มาถึงจุดที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้คนคนหนึ่งสามารถขังตัวเองได้อย่าง สมบูรณ์
เด็ก ที่มีอาการฮิคิโคโมริมักเป็นเด็กผู้ชายและมักเป็นลูกคนโต เด็กเหล่านี้จะไม่ไปโรงเรียน ใช้ชีวิตในห้องส่วนตัวตลอดเวลา ส่วนใหญ่จะนอนตอนกลางวันและตื่นตอนกลางคืน อาจจะออกจากห้องไปที่ครัวในกลางดึกบ้างเพื่อหาอาหารกิน หรือมีบ้างที่จะออกจากบ้านกลางดึกเพื่อไปซื้อเสบียงจากร้านสะดวกซื้อที่ เปิดตลอด ๒๔ ชั่วโมง กิจกรรมที่พวกเขาทำขณะตื่นกลางดึกนั้นคือดูทีวีไปเรื่อยๆ เซิร์ฟไปตามเน็ต เล่นเกม และอ่านการ์ตูน
นอกจากนี้ เค้ายังพูดถึงกลุ่มคนที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับฮิคิโคโมริ นั่นคือ "โอตากุ"
หลายคนรู้จักคำโอตากุในความหมายของคนที่หลงใหลในการ์ตูน,เกมคอมพิวเตอร์, แฟชั่น ฯลฯ แต่ในที่นี้เค้าพยายามโยงให้เห็นว่า โอตากุถึงแม้จะมีความสนใจเฉพาะด้านแบบหยั่งลึก จนคนที่ไม่เข้าใจอาจจะไม่คบด้วย (เพราะ เธอมันหมกมุ่นเหลือเกิน) แต่เหล่าโอตากุยังมีการปฏิสัมพันธ์กับคนที่คลั่งไคล้ในสิ่งที่ชอบเหมือนกัน ในขณะที่ฮิคิโคโมริจะเป็นพวกจงใจตัดตัวเองจากสังคมอย่างแท้จริง เค้ามีตัวอย่างว่า บางคนอยู่ในห้องนานถึง 6 ปี 15 ปี ก็มี

จาก......http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=2244

メインメニュー

ความเชื่อญี่ปุ่น一覧

携帯サイト