ชาวญี่ปุ่น มีประมาณ 140-150 ล้านคนทั่วโลก เป็นกลุ่มคนที่อาศัยอยู่บนเกาะญี่ปุ่น และที่ต่างๆทั่วโลก เช่น ฮาวาย สหรัฐอเมริกา และแคนาดา ภาษาที่ใช้คือ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาไอนุ และ ภาษาริวคิวอัง ศาสนาที่สำคัญคือศาสนาพุทธ และ ลัทธิชินโต กลุ่มชาวญี่ปุ่นในปัจจุบัน ประกอบขึ้นด้วยกลุ่มบุคคลในอดีตได้แก่ ยามาโตะ ไอนุ ริวคิวอัง (ชาวโอกินาวะ) ตั้งแต่ทศวรรษที่ 197 ความน่ารัก ได้กลายเป็นลักษณะที่โดดเด่นของวัฒนธรรมสมัยนิยมของญี่ปุ่น ตั้งแต่สิ่งบันเทิง เสื้อผ้า อาหาร ของเล่น เครื่องประดับ ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้คน ชาวต่างชาติมักพบว่าความน่ารักนั้นดึงดูดใจ แต่บางครั้งก็พบว่าการที่ชาวญี่ปุ่นใส่ความน่ารักลงไปในหลายๆอย่างมากเกินไป ทำให้ดูตลกหรือเหมือนเด็กๆ ตัวอย่างเช่น การใช้ความน่ารักในสิ่งตีพิมพ์ของทางราชการ ประกาศเตือนภัย สำนักงาน โฆษณาทางทหาร สายการบิน และอื่นๆอีกมากมาย งานอดิเรกของชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่มาจากรากฐานทางวัฒนธรรมที่มีมาแต่ดั้งเดิม มาส่วนก็มาจากวัฒนธรรมของชาวตะวันตกที่แพร่หลายในประเทศ

10 อันดับงานอดิเรกโดนใจชาวญี่ปุ่น

1.สนทนาภาษาอังกฤษ

ในการศึกษาภาคบังคับ เด็กญี่ปุ่นจะเริ่มเรียนภาษาอังกฤษตอน ม.1 แล้วก็เหมือนบ้านเรา จะเรียนไปเรื่อยๆจนถึงระดับปริญญาตรี เดี๋ยวนี้หลายๆโรงเรียนก็เริ่มมีสอนตั้งแต่ประถมแล้ว บางแห่งก็เริ่มหัดเขียนตัวอักษรกันตั้งแต่อนุบาล เรื่องนี้ก็คงคล้ายๆกับบ้านเรา แต่จุดอ่อนซึ่งเป็นที่รู้กันมานานของนักธุรกิจญี่ปุ่นคือ อ่อนภาษาอังกฤษ ดังนั้นจึงมีบางบริษัทที่ให้ความสำคัญในจุดนี้ เช่น บริษัท Rakuten Inc ของญี่ปุ่นมุ่งมั่นสร้างพนักงานที่เก่งภาษาอังกฤษ แม้จะมีเสียงวิจารณ์จากผู้ที่ไม่เห็นด้วย ทุกเช้าวันจันทร์เวลา 8 โมงเช้า พนักงานประมาณ 2,000 คนจากทั้งหมดประมาณ 6000 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ที่พูดภาษาญี่ปุ่นของบริษัทค้าปลีกออนไลน์ใหญ่สุดของ ญี่ปุ่น ชื่อ Rakuten Inc (คู่แข่งของ Amezon .com.inc ) จะต้องเข้าร่วมการประชุมของบริษัทที่สำนักงานใหญ่ริมน้ำในกรุงโตเกียว โดยทุกอย่างของการประชุมจะใช้ภาษาอังกฤษ ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจ หากชาวญี่ปุ่นยุคใหม่จะสนใจงานอดิเรกเป็นการสนทนาภาษาอังกฤษ

2.ขี่ม้า

กีฬาขี่ม้าในโอลิมปิก (Equestrian) ถือได้ว่าเป็นกีฬาชนิดเดียวเท่านั้นที่คนกับสัตว์อยู่ในทีมเดียวกัน และชัยชนะจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องขึ้นอยู่กับสัมพันธภาพที่มาจากความเชื่อใจและ การยอมรับซึ่งกันและกันระหว่างคนกับม้า นอกจากนั้น ยังเป็นกีฬาชนิดหนึ่งในไม่กี่ชนิดที่ชายและหญิงมีความเท่าเทียมกันในทุกด้าน สามารถเข้าร่วมการแข่งขันในรายการใดๆ ด้วยกันโดยมีสิทธิต่างๆที่เหมือนกัน เมื่อได้รับชัยชนะก็ขึ้นรับเหรียญรางวัลที่แท่นเดียวกัน ไม่มีการแบ่งเพศแบบกีฬาชนิดอื่นๆ อีกทั้งยังนับว่าเป็นกีฬาที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติมากชนิดหนึ่งด้วย สำหรับชาวญี่ปุ่นแล้ว การขี่ม้าเป็นสิ่งที่มีมาตั้งแต่ยุคซามูไร และในปัจจุบันนักกีฬาแข่งม้าชาวญี่ปุ่นก็นับได้ว่า มีฝีมือยอดเยี่ยมอีกชนชาติหนึ่ง

3.เล่นเปียโน


บริษัทที่ผลิตเปียโนของญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงคือ Yamaha ช่วงเวลากว่า 100 ปีตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง Yamaha ได้มุ่งมั่นคิดค้นและพัฒนาเปียโนที่ล้ำหน้ากว่าเปียโนอื่นๆ ด้วยจุดมุ่งหมายดังกล่าว ทำให้แกรนด์เปียโน Yamaha เป็นเปียโนที่สามารถถ่ายทอดอารมณ์และบทเพลงของผู้บรรเลงได้อย่างสมบูรณ์แบบ พิสูจน์ได้จากความชื่นชมและการได้รับการยอมรับจากนักเปียโนชั้นนำและผู้รัก ในเสียงเปียโนทั่วโลก แน่นอนว่า ชาวญี่ปุ่นเองก็ชื่นชอบในเสียงเปียโนคุณภาพนี้และมีการจัดประกวดแข่งขันผู้ เล่นเปียโนอยู่บ่อยครั้ง

4.ขับรถ

คนญี่ปุ่นชอบเดินมาก เดินไปทำงาน เดินไปโรงเรียน หรือไม่ก็เดินไปซื้อของ ที่เป็นอย่างนี้เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้รถไฟหรือรถสาธารณะแทนที่การขับรถ ไปในสถานที่ต่างๆ ทำให้ชีวิตประจำวันของคนญี่ปุ่นมีการออกกำลังกายอยู่ตลอดเวลา อย่างน้อยก็เดินไปสถานีรถไฟฟ้า แต่สำหรับการพักผ่อนแล้ว ชาวญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยก็ชอบขับรถไปท่องเที่ยวไม่ต่างจากคนไทยเท่าใดนัก

5.เล่นเทนนิส


หลังจากการปฏิรูปเมจิ กีฬาตะวันตกก็เริ่มเข้ามาในญี่ปุ่นและแพร่หลายไปทั่วประเทศด้วยระบบการ ศึกษา ในญี่ปุ่น กีฬานับเป็นกิจกรรมยามว่างที่ดีต่อสุขภาพ ช่วยพัฒนาวินัย การเคารพกฎกติกา และช่วยสั่งสมน้ำใจนักกีฬา ชาวญี่ปุ่นทุกวัยให้ความสนใจกับกีฬาทั้งในฐานะผู้ชมและผู้เล่น กีฬาที่เป็นที่นิยมในญี่ปุ่น มีทั้งฟุตบอล เบสบอล และเทนนิส

6.สีไวโอลิน

ญี่ปุ่นมีนักดนตรีคลาสสิคที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายคน เช่น วาทยากร เซจิ โอะซะวะ นักไวโอลิน มิโดะริ โกะโต เมื่อถึงช่วงสิ้นปี จะมีการเล่นคอนเสิร์ตซิมโฟนีหมายเลข 9 ของเบโทเฟนทั่วไปในญี่ปุ่น นอกจากนี้ แม้แต่ดนตรีที่ได้รับอิทธิพลของตะวันตกอย่างเจป๊อปก็ได้รับความนิยมเช่นกัน

7.ทำอาหาร

ชาวญี่ปุ่นกินข้าวเป็นอาหารหลัก อาหารญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงได้แก่ซูชิ เทมปุระ สุกียากี้ ยากิโทริและโซบะ อาหารญี่ปุ่นหลายอย่างดัดแปลงจากอาหารต่างประเทศ เช่น ทงคัตสึ ราเม็งและแกงกะหรี่ญี่ปุ่น อาหารญี่ปุ่นได้รับความนิยมในต่างประเทศเพราะเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ จากการสำรวจพบว่าในปี 2006 มีร้านอาหารญี่ปุ่นมากกว่า 20,000 แห่งทั่วโลก ชาวญี่ปุ่นมีความพิถีพิถันในการเลือกวัตถุดิบจึงทำให้มีอาหารประจำท้องถิ่น และอาหารประจำฤดู วัตถุดิบที่เป็นเอกลักษณ์ในอาหารญี่ปุ่นคือถั่วเหลือง ซึ่งนำมาทำโชยุ มิโสะ เต้าหู้ ถั่วแดงซึ่งมักนำมาทำขนม และสาหร่ายชนิดต่าง ๆ เช่นคอมบุ นอกจากนี้ ชาวญี่ปุ่นยังนิยมกินซะชิมิหรืออาหารทะเลดิบ


8.ทำขนม(ปัง)


ขนมหวานของญี่ปุ่นเรียกรวมว่า "วากาชิ" (Wagashi) ซึ่งมีมานานตั้งแต่สมัยนะระหรือประมาณ 1,300 ปีมาแล้ว แต่เฟื่องฟูสุดๆในช่วงเอโดะ (ปี ค.ศ. 1603-1867) โดยเฉพาะในเมืองเกียวโตและโตเกียว แต่ละร้านแข่งกันขายแข่งกันคิดขนมใหม่ๆ จนกลายเป็นต้นตำรับของขนมญี่ปุ่น ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นขนมหวานประจำชาติ แต่ชาวญี่ปุ่นก็ไม่ได้กินวากาชิกันบ่อยๆ ซึ่งวากาชินี้จะกินเป็นของว่างและในโอกาสพิเศษเมื่อมีพิธีการต่างๆ เช่น พิธีแต่งงาน หรือพิธีชงชาและแรงบันดาลใจของพ่อครัวแม่ครัวในการสร้างสรรค์ขนมวากาชินั้น ก็ได้มาจาธรรมชาติ ต้นไม้ ดอกไม้ การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล เช่น ฤดูใบไม้ร่วงจะทำขนมคิคุโกะโระโมะรูปดอกเบญจมาศ ส่วนฤดูหนาวก็ทำยูคิโมจิ หรือโมจิหิมะ เป็นต้นมาถึงการแบ่งประเภทของวากาชิกันบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้แบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจนเพราะขนมแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ขนมปังรวมถึงขนมเค้กของญี่ปุ่นนั้น แม้จะได้รับวัฒนธรรมจากต่างชาติเข้ามาเต็ม ๆ แต่เนื่องจากขนมที่คนญี่ปุ่นชอบต้องมีลักษณะนุ่ม, นิ่ม, ชุ่มฉ่ำ, เหนียวหนึบ, สีขาว, และไม่หวานมาก ดังนั้น ขนมเค้กของร้านญี่ปุ่นในไทยหลายแห่ง จึงไม่ค่อยถูกปากคนไทยซึ่งชอบเนื้อเค้ก แข็ง รสเข้มข้นและหนักเนยเท่าไร

9.ตกแต่งภายใน

บ้านญี่ปุ่นแบบสมัยก่อนมีพื้นห้องสามชนิด คือ ห้องที่มีพื้นดินเปล่า (Doma) ห้องที่มีพื้นเป็นไม้ (Itama) และห้องที่มีพื้นเป็นเสื่อ (Tatami) สำหรับห้องพื้นดิน มีแต่พื้นดินที่ทุบให้แข็งเท่านั้น ตามปกติจะมีห้องครัว เตาไฟที่ทำอาหาร (Kamado) และห้องอาบน้ำ แต่สมัยนี้ห้องพื้นดินมีแต่ในบ้านเก่าแก่ที่ต่างจังหวัดเท่านั้นนะครับ ที่ห้องพื้นไม้มักจะใช้เป็นห้องเก็บของทั่วไปหรือที่เตรียมอาหาร สำหรับห้อง Tatami เป็นห้องนอนพักผ่อนนะครับ เสื่อ Tatami มีคุณสมบัติที่ปรับความชื้นในห้องให้สมดุล ซึ่งถ้าความชื้นในอากาศสูงมาก Tatami จะดูดความชื้น และถ้ามีความชื้นน้อยในอากาศ Tatami ก็จะระบายความชื้นได้นะครับ นอกจากนี้ที่บ้านแบบญี่ปุ่นสมัยก่อนจะมีคล้ายกับระเบียงในบ้านที่เป็นพื้น ไม้อยู่หน้าห้อง Tatami ที่เรียกว่า Engawa ซึ่งห้อง Tatami สมัยก่อนตามปกติจะไม่อยู่ติดกับด้านนอกและต้องมี Engawa ด้านหน้า คนต่างชาติที่เคยเห็นห้องแบบญี่ปุ่นในทีวีหรือภาพยนตร์มักจะสงสัยว่า ทำไมห้องญี่ปุ่นมีหน้าต่างหรือประตูเป็นกระดาษ (Shouji หรือ Fusuma) ความจริงแล้ว Shouji เป็นประตูภายในบ้านที่อยู่ระหว่างห้อง Tatami และ Engawa (หรือทางเดินรอบห้องที่เรียกว่า Rouka) ซึ่งไม่โดนฝน สำหรับด้านนอกของบ้านจะมีประตูเป็นไม้ที่กันฝน (Amado) อีกชั้นหนึ่งนะครับ ลักษณะของ Shouji ก็เป็นประตูเลื่อนที่มีโครงสร้างเป็นตาข่ายเป็นไม้และเอากระดาษสาญี่ปุ่น บางๆมาปิด ซึ่งแสงสว่างของด้านนอกสามารถผ่านเข้ามาในห้องได้นะครับ สำหรับ Fusuma ก็เป็นประตูเลื่อนที่ทำด้วยไม้และกระดาษเช่นเดียวกัน แต่ใช้กระดาษหนาและแสงสว่างไม่สามารถที่จะผ่านได้ ปัจจุบัน คนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยได้รับอิทธิพลจากตะวันตกและตกแต่งห้องอย่างสวยงามใน หลากหลายรูปแบบ

10.ชงชา

พิธีชงชาญี่ปุ่น เป็นเอกลักษณ์ของประเทศญี่ปุ่นว่าด้วยการใช้เวลาอย่างสุนทรีย์ ประกอบด้วยการปรนนิบัติระหว่างการดื่มและการดื่มชาผงสีเขียวหรือมัทชา (matcha) การจัดการพบปะกันในวงสังคมเพื่อดื่มมัทชาได้แพร่หลายในบรรดาชนชั้นสูงนับ ตั้งแต่ประมาณศตวรรษที่ 14 ต้นฉบับของพิธีชงชา รูปแบบของซะโดซึ่งปฏิบัติกันอยู่ในปัจจุบัน เริ่มในครึ่งหลังของศตวรรษที่ 16 ในระหว่างยุคโมโมยามะ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านชาคือ เซ็น โนะ ริคิว (Sen no Rikyu)

ซะโดมีลักษณะที่เป็นแบบแผน ได้พัฒนาภายใต้อิทธิพลของพุทธศาสนานิกายเซ็นซึ่งจุดประสงค์สามารถอธิบายได้ ด้วยคำพูดเรียบง่าย คือเพื่อทำวิญญาณให้บริสุทธิ์โดยการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับธรรมชาติหัวใจ แท้จริงของพิธีชงชาได้รับการบรรยายโดยคำต่าง ๆ เช่น ความสงบ ความเรียบง่าย ความสง่างาม และ สุนทรียศาสตร์แห่งความเรียบง่ายอันเข้มงวดและ ความยากจนที่ประณีต

ซะโดยังมีบทบาทสำคัญในด้านชีวิตด้านศิลปะของชาว ญี่ปุ่น พิธีชงชาจะเกี่ยวข้องกับการชื่นชมห้องที่ประกอบพิธี ส่วนที่ติดอยู่ในห้องนั้น เครื่องใช้ในการชงชา เครื่องประดับบริเวณพิธี เช่น ภาพแขวนหรือการจัดดอกไม้ สถาปัตยกรรม ญี่ปุ่น การจัดสวน เครื่องปั้นดินเผาเซรามิก สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ล้วนแต่ได้รับอิทธิพลมาจากพิธีชงชา และความเป็นพิธีการที่ถือปฏิบัติในพิธีชงชาได้มีอิทธิพลต่อการพัฒนามารยาท ของชาวญี่ปุ่นในลักษณะที่เป็นพื้นฐาน

ภายหลังที่เซ็น โนะ ริคิว ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. 1591 คำสั่งสอนของท่านได้ตกทอดมาจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่น ได้มีการก่อตั้งโรงเรียนต่าง ๆ ขึ้น เช่นโรงเรียนอุระเซ็งเกะ ที่ดำเนินงานอย่างแข็งขันและมีศิษย์อยู่จำนวนมาก

ที่มา...http://www.job1hit.com/news/2211/

メインメニュー

เกี่ยวกับญี่ปุ่น一覧

携帯サイト