โรงเรียนของญี่ปุ่น หรือ "กักโค" (学校) ถ้านับตามประเภทใหญ่ๆ ก็แบ่งได้เป็น

1. โรงเรียนอนุบาล หรือ โยจิเอ็ง 幼稚園 ซึ่งเป็นโรงเรียนเตรียมประถมนั่นเอง เราคงจำกันได้ ชินจัง เรียนโรงเรียนอนุบาล
2. โรงเรียนประถม หรือ โชกักโค 小学校 เป็นโรงเรียนประถม โนบิตะ และเพื่อนๆ เรียนอยู่ระดับนี้
3. โรงเรียนมัธยมต้น หรือ จูกักโค 中学校 โรงเรียนมัธยมต้น เรียน 3 ปี เหมือนบ้านเรา
4. โรงเรียนเฉพาะทาง หรือ เซมมองกักโค 専門学校 คล้ายโรงเรียนอาชีวะบ้านเรา ส่วนใหญ่ใช้เวลาเรียนแค่ 2 ปี บางที่เรียน 3 ปี
5.โรงเรียนมัธยมปลาย หรือ โคโค 高校 เป็นเโรงเรียนมัธยมปลาย เรียน 3 ปี เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนอื่นๆ ที่เรียก ผิดแปลกออกไปตามประเภทย่อยๆ อีกหลายอย่าง เช่น

1. โรงเรียนเตรียม จูคุ หรือ โยบิโค 塾 or 予備校 เป็นโรงเรียนที่เรียนเพื่อเตรียมเข้าระดับมหาลัย
2. โรงเรียนประถม - มัธยมต้น หรือ โชจูกักโค 小中学校 เป็นโรงเรียนที่มีระดับประถม และมัธยมต้นปนกัน
3. โรงเรียนหญิงล้วน หรือ โจฉิกักโค 女子学校 เป็นโรงเรียนหญิงล้วน
4. โรงเรียนสำหรับผู้พิการ หรือ โยโงกักโค 養護学校 เป็นโรงเรียนที่อำนวยความสะดวกให้ผู้พิการ โดยแบ่งระดับการเรียนเหมือนกับโรงเรียนปกติทั่วไป
5. อื่นๆ อีกมากมาย......


สิ่ง หนึ่งที่เหมือนบ้านเรา เวลานักเรียนไปเรียน " ไม่ขับรถไปเรียน" อาจเป็นเพราะ ยังไม่มีใบขับขี่ อีกทั้งไม่มีที่จอดรถ นักเรียน หรือ กักเซย์ซัง ( 学生 ) ทั้งหลายจะใช้การเดิน หรือไม่ก็ขี่จักรยานไปเรียน ใครบ้านใกล ก็ใช้บริการรถประจำทาง หรือไม่ก็รถไฟ ที่มีให้บริการ แม้ต้องต่อหลายต่อก็ไม่ท้อ......
การมาโรงเรียน ของนักเรียนญี่ปุ่น โดยเฉพาะในระดับ ม.ต้น จะมี คะแนนการเข้าเรียน หรือว่า ฉุดเซกิ ( 出席 ) ซึ่งคะแนนนี้ จะถูกนำไปรวมกับคะแนนทำเข้าสอบเพื่อเข้าเรียนระดับ ม.ปลาย ด้วย โรงเรียนของญี่ปุ่น เข้าเรียนตอน 8.30 น. ใครมาช้า ประตูโรงเรียนจะปิดจริงๆ ใครมาไม่ทันต้องไปรายงานตัว แล้วถูกตัดคะแนนในส่วนนี้

โรงเรียนญี่ปุ่น แบ่งการเรียนการสอนออกเป็น 3 เทอม โดยแบ่งตามวันหยุดในช่วงฤดูต่างๆ ได้แก่


ฤดูหนาว ฟุยุยาสุมิ (冬休み)
ฤดูใบไม้ผลิ ฮารุยาสุมิ (春休み)
ฤดูร้อน นัทสึ (夏休み)
ฤดู ใบไม้ผลิ ถือเป็นฤดูแห่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ในเดือนสาม โรงเรียนต่างๆ ก็มักเปิดเรียนช่วงนี้ ......ใครดูการ์ตูนนักเรียนเดินไปเรียน มีดอกซากุระเยอะแยะ ก็หมายถึงฤดูแห่งการเปิดเรียนนั่นเอง ส่วนฤดูที่นักเรียนชอบที่สุดคงเป็นฤดูร้อน เพราะมีวันหยุดยาวประมาณสองเดือน.......

เครื่องแบบนักเรียนของ ญี่ปุ่น เป็นที่ขึ้นชื่อมานานด้านความน่ารัก น่าใส่ มาถึงตอนนี้ "ชิกะ" ก็บอกไม่ได้ว่า เครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่นมาจาก "การ์ตูน" หรือว่า "การ์ตูน" ลอกแบบมาจากชุดนักเรียนจริงๆ ชุดนักเรียนของญี่ปุ่นมีลักษณะต่างๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นแบบ Sailor หรือ กะลาสีเรือหรือแบบธรรมดา แต่กระนั้น เครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่นก็ยังแบ่งย่อย เพื่อสวมใส่แยกตามฤดูอีกด้วย เช่น ฤดูร้อน ฤดูหนาว หรือ แบบธรรมดา..... ก็ใส่ไม่เหมือนกัน ยังกะ "พระแก้วมรกตบ้านเรา" -_- ดูยุ่งยาก แต่ว่าน่ารัก และมีประโยชน์ดี..
เมื่อ ถึงโรงเรียน นักเรียนเกือบทุกโรงเรียน และทุกระดับ จะไป "เปลี่ยนรองเท้า" ที่ล๊อกเกอร์ซึ่งอยู่หน้าประตูก่อนเป็นอันดับแรก นี่เป็นคำถามแรกๆ ที่ผมถาม " ชิกะ " ว่ามันต้องทำแบบนี้จริงๆ หรือ เธอยืนยันว่าต้องทำ เพราะนอกจากป้องกันโรงเรียนจากความสกปรกแล้ว เวลาเดินตรงระเบียงทำให้ "ไม่มีเสียงดัง" เวลาเดินด้วย

รองเท้า ที่ว่าเป็นรองเท้าผ้าใบบางๆ สวมใส่สบายๆ บางโรงเรียนทำเป็นสีต่างๆ แยกกัน เช่น สีฟ้าของผู้ชาย ชมพูของผู้หญิง และมีชื่อเขียนไว้บนหัวรองเท้าทุกคู่.....ป้องกันการโฉบของพวกมือดี..

ตอน เช้า ก่อนเรียนวิชาต่างๆ จะมี ครูประจำชั้น หรือ ทันนินเซ็นเซย์ (担任先生) มาโฮมรูมก่อน โดย หัวข้อการโฮมรูมคือ เช็คชื่อนักเรียน นอกจากนี้ ยังบอกข้อมูลคร่าวๆ ว่า โรงเรียนจะมีกิจกรรมอะไร นักเรียนต้องทำอะไร ซึ่งเป็นที่รับรู้รับทราบพร้อมกัน.....

ระบบ "ครูประจำชั้น" กับ " นักเรียน " มีความสัมพันธ์กันมากในการเรียนของญี่ปุ่น โดยเฉพาะระดับ ม.ปลาย และ มหาลัย ต้องมีครูที่ปรึกษาเพื่อให้การเรียนต่อ....เป็นคนรับรองให้โรงเรียนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยมีโรงอาหาร จะมีเพียงร้านขายอาหารเล็กน้อยเท่านั้น โรงเรียนที่มีโรงอาหารส่วนใหญ่จะเป็นโรงเรียนใหญ่ และมีชื่อนิดหน่อย..... บางโรงเรียนจะมีการปรุงอาหารให้นักเรียน และมีบางคนที่เอา " เบนโต " 弁当 หรือ " ปิ่นโต " บ้านเรานี่แหละมาเอง โดยแยกไปกินตามห้องต่างๆ หรือไม่ก็สนาม หรือแม้แต่ " ดาดฟ้า " ดังที่เห็นทั่วๆ ไป
เรื่อง อื่นๆ เล็กน้อย พวกทำเวร และการเรียน เป็นเรื่องที่คล้ายกับการเรียนของบ้านเรา โดยมีกระทรวงศึกษาของญี่ปุ่นเป็นผู้ควบคุมหลักสูตร และออกแบบเรียนให้กับโรงเรียนทั่วไป....


คลับ และ ชมรม เป็นอีกเรื่องที่ "ไม่พูดถึง" ก็ขาดสีสันไปแน่นอน...... นักเรียนญี่ปุ่นในระดับมัธยมต้นขึ้นไป เกือบทุกคนจะเข้า "ชมรม" หรือ บุคัสซึ (部活) ของตัวเอง

ชมรมของโรงเรียนในญี่ปุ่น แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้ ดังนี้....

1. บุงคะบุ 文化部 เป็นชมรมเกี่ยวกับศิลปะวัฒนธรรม เช่น ชมรมชงชา ชมรมนิยายของโทโจ
2. อุนโดบุ 運動部 เป็นชมรมกีฬาประเภทต่างๆ ไม่ว่า เบสบอลใน หรือ ว่ายน้ำ ก็อยู่ในส่วนนี้เช่นกัน
3. โดโคไก 同好会 ชมรมที่แยกประเภทออกมาอีกที ไม่ค่อยเข้าพวกเช่น ชมรมค้นคว้าเรื่องการ์ตูนและเกมส์ , ชมรมตอบปัญหา เป็นต้น
ทุกปี ชมรม พวกนี้จะมีการจัดงานของตัวเองแยกกันอย่างเห็นได้ชัดเจน อย่างน้อยสองงาน ได้แก่


งานบุงคะไซ 文化祭 หรือเป็นงานประจำปีของโรงเรียน ชมรมในกลุ่มก็จะมาร่วมกันจัดงานขึ้น แต่ละโรงเรียนจะมีการจัดไม่แน่นอนแล้วแต่โรงเรียน มีการออกร้าน เล่นเกมส์ของแต่ละชั้นปี

งานอุนโดไก 運動会 เป็นการแข่งกีฬาประจำปี โดยแต่ละชมรมเป็นแม่งานจัด แล้วมีตัวแทนจากห้องต่างๆ เข้าร่วมการแข่ง....
ทั้ง สองงาน มีจุดเหมือนกันคือ แต่ละงานมีจะมีการโหวต มีการตัดสินว่าห้องใด หรือชมรมใด เป็นผู้ที่มีผลงานดีที่สุดในปีนั้นๆ รางวัลที่ได้รับก็เป็นใบประกาศเกียรติคุณ หรือถ้วยรางวัล ซึ่งถือเป็นสิ่งที่นักเรียนและครูอยากได้มามาก.....

กิจกรรมที่สำคัญ อีกอย่าง คือ " ทัศนศึกษา " เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อพานักเรียนไปศึกษา หรือพูดตรงๆ มันก็คือ " ไปเที่ยว " ที่ต่างๆ เป็นประจำทุกปี มาถึงตรงนี้ผมยอมรับว่า " อิจฉา " นักเรียนญี่ปุ่นในใจลึกๆ เหมือนกัน เพราะเวลาเค้าจัดไปเที่ยว คือเค้าไปเที่ยวจริงๆ นักเรียนจะจ่ายค่า " ไปเที่ยว " เพียงนิดเดียว แต่ได้เที่ยว " คุ้มมาก "

สถานที่ทั่วไปก็ เช่น โรงเรียนแถบโตเกียว ก็จะพาไป เกียวโต แต่ถ้าเป็นเกียวโต ก็จะพาไป โตเกียว บางโรงเรียนก็โอกินาวา ซึ่งเป็นสถานที่ยอดนิยม และบางโรงเรียนก็จัดไปต่างประเทศก็มี เช่นทัวร์ยุโรป หรือ เมืองไทย โดยที่ค่าใช้จ่าย จ่ายในอัตรา 1:6 กล่าวคือ ถ้าค่าทัวร์จริงๆ 6 บาท ก็จ่ายเพียง บาทเดียว .... ยกตัวอย่างที่ไปเจอมา เค้าไปโอกินาวา สี่คืนห้าวัน ค้างโรงแรมอย่างดี นั่งเครื่องไป จ่ายเพียงคนละ ห้าพันบาทเท่านั้นเอง.......
" เซมไป (先輩) โคไฮ (後輩) และ ทันนิน (担任) สายสัมพันธ์ที่แนบแน่น .......

เซ มไป คือ รุ่นพี่ โคไฮ คือ รุ่นน้อง ความสัมพันธ์อันนี้อยู่คู่กับสังคมญี่ปุ่นมานานแสนนาน คนญี่ปุ่นถูกปลูกฝังเรื่องนี้ตั้งแต่เข้าเรียน ถือเป็นระบบอุปถัมภ์ที่เป็นระบบแรกๆ ที่เด็กๆ ญี่ปุ่นทุกคนต้องรู้จักรองจากครอบครัว

คน เป็นรุ่นพี่ จะทำตัวเป็นแบบอย่างของ " รุ่นน้อง" ส่วนรุ่นน้อง จะเคารพรุ่นพี่อย่าง "ที่สุด" ถึงแม้จะจบการศึกษา แต่คำว่า "เซมไป" และ "โคไฮ" ก็ยังถูกพูดติดปากเวลาได้กลับมาเจอกันใหม่... จะเห็นว่าในทุกสังคม ไม่เฉพาะในโรงเรียนจะพูดถึงคนที่มีประสบการ์มากกว่า อยู่มาก่อนว่า "เซมไป" ทั้งนั้น แต่ "เซมไป" จะไม่เรียกรุ่นน้องว่า "โคไฮ" นอกจากจะพูดถึงให้บุคคลที่สามฟัง......

ทั้ง "เซมไป" และ "โคไฮ" จะถูกครอบงำโดย " ทันนิน" (พูดเหมือนการ์ตูนเวทย์มนต์...) "ทันนิน" หรือ " ครูประจำชั้น " มีหน้าที่ดูแล และปกครองนักเรียน ดังที่กล่าวไปในขั้นต้น.... นักเรียนจะต้องอยู่ในสายตาตลอดเวลา นักเรียนมีปัญหา " ทันนิน " จะคอยเป็นที่ปรึกษา หรือแม้แต่โทรตามตัวเวลานักเรียนไม่มาเรียน.... เกิดอะไรกับนักเรียน " ทันนิน " ต้องรับผิดชอบ...
ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างครู กับ นักเรียน ญี่ปุ่นจึงเป็นอะไรที่ "แนบแน่น" มาก

http://www.oknation.net/blog/vandum/2007/07/29/entry-1

メインメニュー

เกี่ยวกับญี่ปุ่น一覧

携帯サイト